ขยายโลกนิทานให้กว้างไกลด้วย “READ model”

ขยายโลกนิทานให้กว้างไกลด้วย “READ model”



ดร.จารุทัศน์ วงศ์ข้าหลวง

นักการศึกษาปฐมวัย

 

นิทาน...เมื่อครูนั่งลงอ่านให้เด็กฟังนั้นก็เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว แต่จะให้สูงขึ้นและหลากหลายกว่านั้นอีก ครูจะต้องนำนิทานมาจัดกิจกรรมต่อเนื่องหลังจากนั้น รวมไปถึงการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาในหลาย ๆ ด้านมากขึ้น โลกของเด็กจึงจะขยายกว้างไกลออกไป เพราะจะช่วยเด็กให้เข้าใจเรื่องราวนั้นได้มากขึ้น


ในการจัดกิจกรรมใด ๆ นั้น คุณครูจะต้องคำนึงถึงหน้าต่างแห่งโอกาส จะต้องรู้ว่าช่วงวัยไหนเด็กควรจะได้พัฒนาด้านใด ซึ่งในช่วงแรกเกิดถึงหกปีมีหลายด้านที่จะต้องพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมองเห็น ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ทั้งเรื่องของร่างกาย แม้นิทานที่เพียงแค่นั่งเปิดอ่าน ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย แต่เมื่อครูนำมาจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เด็กก็จะสามารถพัฒนาครบถ้วน

นอกจากนี้ การพูดคุยต่อเนื่องจากนิทานยังมีประโยชน์อีกตรงที่ สามารถช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กได้ง่าย เพราะว่าไม่ใช่การสั่งสอน แต่เป็นการเปรียบเทียบตัวละคร เป็นการชวนเด็กคิดถึงเรื่องราวและเด็กจะเรียนรู้ได้เอง โดยที่ไม่ได้มีการสั่งสอน ซึ่งเป็นวิธีการที่จะทำให้เด็กเข้าถึงแล้วก็เข้าใจ เด็กสามารถอยู่ฝั่งเดียวกับครูได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าถูกสั่งสอน

จากหลากหลายทฤษฎีของนักคิด นักจิตวิทยาระดับโลก ได้หลอมรวมพัฒนามาเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมที่เรียกว่า R E A D ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยในระดับปริญญาเอกของ ดร.จารุทัศน์ วงศ์ข้าหลวง โดยมีท่านอาจารย์ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านเป็นที่ปรึกษา ผู้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนในการสร้างรูปแบบนี้ขึ้นมา รูปแบบการจัดกิจกรรมทั้งหมดมี 4 ขั้น ประกอบด้วย



ขั้น R - Reading

การอ่าน การอ่านนั้นมีหลายแบบ เช่น เริ่มจากครู “อ่านให้ฟัง” เมื่อครูอ่านให้เด็กฟังหลายรอบ หลายวันแล้ว เด็ก ๆ เริ่มจำได้ มีคำบางคำที่สามารถพูดตามได้ ครูอาจปรับไปสู่รูปแบบ “อ่านแบบมีส่วนร่วม” โดยเว้นให้เด็กพูดประโยคนั้น ๆ โดยที่เด็กนักเรียน ตชด. ทุกคนจะได้รับหนังสือนิทานเพื่อนรัก คนละ 1 เล่ม เมื่อเด็ก ๆ อ่านได้แล้ว คุณครูอาจชี้ชวนให้เด็ก ๆ อ่านพร้อมกันไปตลอดทั้งเรื่องได้

ขั้น E - Expanding

การขยายความเข้าใจของเรื่องราวนั้น ๆ ผ่านกิจกรรม โดยการพูดคุยหรือลงมือทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เด็กเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ผ่านคำถาม 4 ข้อง่าย ๆ ที่คุณครูสามารถชวนเด็ก ๆ พูดคุยทบทวนไปพร้อมกัน ได้แก่ 1. ตัวละคร (เรื่องนี้มีใครบ้าง) 2. ฉาก (เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน) 3. โครงเรื่อง (เกิดอะไรขึ้น) และ 4. แก่นเรื่อง (บอกอะไรกับเรา)
 

ขั้น A - Activity

การลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง เด็กจะต้องได้ทำกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากเนื้อเรื่อง และเป็นการปฏิบัติด้วยตนเอง ในการฟังและการพูดนั้น เด็กได้ประโยชน์แบบหนึ่ง แต่เมื่อได้ลงมือทำจริง ๆ ด้วย เด็กจะซึมซับและประทับใจเรื่องราวได้ถ่องแท้มากขึ้น
 

ขั้น D - Display

การนำเสนอผลงาน เด็กควรจะได้นำผลงานที่ตนเองทำมานำเสนอหน้าชั้น ให้เพื่อน ครู หรือผู้ปกครองดู เพื่อให้พฤติกรรมนั้นคงทน เมื่อเด็กรู้สึกดี มีคนชื่นชม เด็กจะรักและผูกพันกับหนังสือ



สิ่งสำคัญที่จะต้องมาคู่กับนิทานคือความสุขสนุกสนาน เพราะเมื่อไรก็ตามที่เด็กมีความสุข วงจรประสาทในสมองจะเชื่อมโยงต่อกัน เมื่อเด็กสนุกกับหนังสือ ก็จะอยากเข้าหาหนังสืออีก พอทำได้ก็อยากทำอีก แล้วการเรียนรู้ก็จะเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยเรื่อย เมื่อเด็กรู้สึกภูมิใจและประสบความสำเร็จในการอ่าน จึงเริ่มเรียนรู้ที่จะอ่านได้ในภายหลัง

หลังจากที่ครูอ่านนิทานให้เด็กฟังแล้ว เด็กได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องจากนิทาน ได้ลงมือปฏิบัติจริงโดยเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่ในนิทานนั้น ทำให้สมองเด็กเรียนรู้ได้ดีมากขึ้น ยิ่งถ้าทำซ้ำ ๆ ทำทุกวัน ด้วยวิธีการอ่านและทำกิจกรรมต่อเนื่องไปก็จะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

 276
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์