5 เคล็ดลับพัฒนาภาษาให้ประสบความสำเร็จด้วยการอ่าน

5 เคล็ดลับพัฒนาภาษาให้ประสบความสำเร็จด้วยการอ่าน



โดย ดร.วรนาท  รักสกุลไทย
ที่ปรึกษาโครงการฯ


งานวิจัยหนึ่งของต่างประเทศระบุว่า การพัฒนาทางด้านภาษาของเด็กจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบ 5 ข้อนี้ ได้แก่ การอ่านเอาเรื่อง ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับหนังสือ ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ การรู้คำศัพท์ และความตระหนักรู้ในเสียง

 
1. การอ่านเอาเรื่อง


เราอ่านหนังสือนิทานกับเด็กแล้วต้องตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของเด็ก โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำถาม ใช่ / ไม่ใช่ ให้เปลี่ยนเป็นลักษณะถามให้เด็กคิดมากขึ้น เช่น

  • หนูชอบตัวละครตัวไหนมากที่สุด
  • หนูชอบเหตุการณ์ไหนมากที่สุดในเรื่อง และเพราะอะไร
  • และถ้าหนูเป็นตัวละครตัวนี้หนูจะทำอย่างที่เขาทำไหม

โดยสรุปคุณครูควรใช้คำถาม ใคร / อะไร / ที่ไหน / เมื่อไร / ทำไม / อย่างไร ซึ่งจุดอ่อนของเด็กไทยคือ การใช้คำถามที่เกี่ยวกับคำว่า อย่างไรและเท่าไร ซึ่งเด็ก 5 ขวบ ควรจะตั้งคำถามอย่างไร เท่าไร ได้แล้ว และประโยคว่า “ถ้าไม่...จะเกิดอะไรขึ้น” และตอนนี้ที่เท่าที่สังเกตดูก็คือ คำถามจะสะดุดแค่ “ทำไม” เท่านั้น ซึ่งทำไมเป็นพัฒนาการของเด็ก 3 ขวบ

 
2. ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับหนังสือ


เวลาอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟัง ต้องให้เด็กรับรู้องค์ประกอบของหนังสือด้วย หน้าปก ปกหน้า ปกหลัง และสันหนังสือ (ถ้ามี) จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณครูปฐมวัยจะต้องแนะนำองค์ประกอบเหล่านี้เพื่อที่คุณครูจะเอาไว้พูดคุยกับเด็ก ๆ ความพิเศษของนิทานเพื่อนรัก คือ หนังสือเล่มนี้เป็นของ (จุด จุด จุด จุด ชื่อเด็ก) เด็กของคุณครูก็จะมีโอกาสเขียนชื่อตัวเองลงไปได้ ในแง่ของมโนทัศน์ คือ ความเป็นเจ้าของ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก การปลูกฝังให้ลูกเรารักการอ่านจะต้องสร้างความผูกพัน ซึ่งจะติดตัวเด็กไปให้เขาใฝ่รู้ใฝ่เรียนและรักการอ่านไปตลอดชีวิต เขาจะรู้สึกว่านี่เป็นของรักของเขา เมื่อไรก็ตามที่เด็กมีความผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาจะทำสิ่งนั้นได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น เด็กจะต้องรู้จักองค์ประกอบของหนังสือ

 

3. ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์


ลักษณะเด่นของหนังสือที่ดีจะเป็นลักษณะที่ให้เด็กมีส่วนร่วมทำนายได้ ดูจากภาพและทำนายว่าเป็นใคร หรือส่วนไหนของสิ่งที่ต้องการให้เด็กคิด หรือมีคำซ้ำ เช่น คำว่า “เหมียว” ไม่ว่าจะอยู่ที่หน้าปกหรืออยู่ที่ไหนมันจะอ่านว่า “เหมียว” ตรงนี้คือคำมีค่าคงที่ เป็นการสะสมทำให้เด็กมีคลังคำ และเด็กที่มีคำศัพท์เยอะจะสามารถเป็นผู้ที่เรียนรู้หนังสือได้ดี
 

 

4. คำศัพท์


คลังคำศัพท์ของเด็กต้องมีมาก เพื่อที่จะสามารถทำให้เกิดกระบวนการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ได้ เช่น หนังสือนิทานเรื่องราชสีห์กับหนู เราควรจะชี้ประเด็นเลยว่าขนกับผมเหมือนหรือต่างกันไหม ลักษณะขนน่าจะเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันคำว่าเล็ก มีคำศัพท์อะไรอีกหมายถึงขนาดเล็ก เด็ก ๆ ก็จะได้คำศัพท์เอาไว้เป็นต้นทุนเยอะแยะ ในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ก็สามารถใช้คำศัพท์เวลาที่ทำได้ เช่น การวัดไข้อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียส การตั้งเตาอบที่ระดับของความร้อนฟาเรนไฮต์ แต่ถ้าเราไม่พูดฟาเรนไฮต์ เราไม่พูดเซลเซียส เราไม่พูดคำศัพท์พวกนี้ เด็กไม่เคยได้ยินก็จะไม่เกิดความคุ้นเคย คำศัพท์ตรงนี้คือสิ่งที่เราควรจะฉกฉวยโอกาสในขณะที่เด็กอยากรู้แล้วเราตอบสนอง

 

5. ความตระหนักรู้ในเสียง


ภาษาไทยเป็นภาษาเสียงดนตรี เพราะฉะนั้น ความตระหนักรู้นี้จะทำให้เด็กเข้าใจพื้นฐานว่าต่อไปการสะกดคำเป็นอย่างไร ในปฐมวัยเรายังไม่ต้องสอนแบบแจกลูกสะกดคำ แต่การให้เด็กได้ยินเสียงที่หลากหลาย เช่น เรื่อง เหมี่ยวเมี้ยวไม่อยากเหมียว (นิทานเพื่อนรัก ปีที่ 14) คุณครูหลายคนก็จะถามว่ามันอ่านอย่างไรนะ เหมียวเหมียว เหมียวเมี้ยว เด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าเสียง เหมี่ยวเมี้ยว กับ เหมียวเหมียว ต่างกันอย่างไร เพราะฉะนั้นเสียงจึงมีความสำคัญ

ยกตัวอย่างเด็กคนหนึ่งที่โรงเรียนซึ่งผ่านกระบวนการใช้หนังสือนิทานเพื่อนรักอย่างต่อเนื่องว่า หนูรู้แล้วคำว่า “ข้าว” มีคำ 4 คำอยู่ในนั้น คือ “ขอ อา” ขา  “ขอ อา วอ” ขาว “ขอ อา วอ ไม้เอก” ข่าว  “ขอ ขา วอ ไม้โท” ข้าว ซึ่งการตระหนักรู้ในเสียงที่แตกต่างกันนี้ต้องซึมซับจากการฟัง ฟังคุณพ่อคุณแม่ ฟังผู้ใหญ่อ่านหนังสือนิทาน อีกเรื่องที่สำคัญคือ เวลาที่เราอ่านหนังสือนิทานเราควรจะใช้เครื่องชี้ โดยธรรมชาติก็คือนิ้วของเรา ชี้ไปตามตัวอักษรโดยไม่ต้องแยกสะกดคำ แต่ให้เด็กจำเป็นคำ “เหมียวขี้อาย” แล้วเขาจะเกิดความรู้สึกว่า เสียงแทนคำ คำมีความหมาย

 

ดังนั้น องค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กรักการอ่าน สิ่งสำคัญก็คือตัวเราเป็นต้นแบบ เวลาจะใช้หนังสือกับเด็ก คุณครูกรุณาอ่านก่อน ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง จุดเด่นของนิทาน โครงเรื่อง แก่นเรื่อง ว่ามีอะไรน่าสนุกที่จะทำให้เด็กทำตามได้ เราต้องมีลูกเล่น ขณะเดียวกันก็ควรอ่านบ่อย ๆ ชวนเด็ก ๆ อ่านทุกวัน อ่านแล้วพยายามคิดกิจกรรมต่อเนื่องที่จะทำให้เด็กรักและผูกพันกับหนังสือเล่มนี้ เช่น วาดภาพหรือปั้นดินเป็นตัวละครที่ตัวเองชอบ หรือว่าทำฉากละครด้วยกันด้วยเศษวัสดุที่มีอยู่รอบตัว ประเด็นสำคัญคือคุยกับเด็กด้วยว่าเด็กเขาอยากทำอะไร

 

 161
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์