5 เทคนิคเล่านิทานให้สนุก !

5 เทคนิคเล่านิทานให้สนุก !



โดย ชัยฤทธิ์  ศรีโรจน์ฤทธิ์
นักเล่านิทาน

 

การจะเป็นนักเล่านิทานคนโปรดของเด็ก ๆ นอกจากอ่านให้ฟังแล้ว ยังมีเทคนิคอื่น ๆ หลากหลายรูปแบบ ที่ช่วยสร้างสีสันทำให้การเล่ามีความสนุกและกระตุ้นความสนใจของเด็กได้จริง มาลองศึกษาแต่ละเทคนิคแล้วลองนำไปปรับใช้กันเลย

 

1. เทคนิคการเล่านิทานโดยใช้หนังสือประกอบ

หนังสือ 1 เล่ม เราสามารถแบ่งได้ 2 เทคนิค คือ “เล่านิทาน” กับ “อ่านหนังสือ” การเล่านิทาน คือ เปิดมาแล้วเล่าอย่างที่เราอยากเล่า โดยให้สัมพันธ์กับรูปภาพและสัมพันธ์กับเนื้อหาของหน้านั้น ๆ ส่วนการอ่านนิทาน คือ เขียนอย่างไร อ่านอย่างนั้น ไม่ต้องสอดแทรกคำหนึ่งคำใด ไม่ต้องมีคำอะไรเพิ่มเติมเข้าไป เพราะฉะนั้นเห็นเลยว่า หนังสือหนึ่งเล่มอย่างน้อยเราใช้ได้ 2 อย่าง

 

รอบแรกให้อ่านนิทานก่อนเสมอ เพราะภาษาที่อยู่ในหนังสือเป็นภาษาเขียน ระดับของภาษาก็เป็นแบบหนึ่ง พอเราเล่าจะใช้ภาษาพูด ซึ่งเป็นภาษาอีกแบบหนึ่ง นิทานหนึ่งเล่ม ประโยชน์ในเรื่องของภาษานั้น เด็กจะได้คำศัพท์เพิ่มมากขึ้น เช่น หนังสือบอกว่า คุณครูพาเด็ก ๆ ไปรับประทานข้าวกลางวัน แต่พอเล่า เราอาจจะบอกว่า ครูพาเด็ก ๆ ไปกินข้าวกลางวัน เด็กรู้จักทั้งคำว่า “รับประทาน” และคำว่า “กิน”

 

การใช้หนังสือในบทบาทของครูกับบทบาทของพ่อแม่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน ครูมีหนังสือ 1 เล่ม ใช้กับเด็กอยู่ข้างหน้า 20 คน แต่พ่อแม่มีหนังสือ 1 เล่ม ใช้นิทานกับลูก 1 หรือ 2 คน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต่างกันคือ ครูใช้หนังสือนิทานในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับเด็ก ให้เด็กทั้งหมดในห้องหรือในกลุ่มได้ดู แต่พ่อแม่ถือหนังสือในมุมมองเดียวกับลูก ให้ลูกนั่งตักและมีมุมมองในมุมเดียวกัน การใช้หนังสือนิทานทั้งในการอ่าน-การเล่า จะทำให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน ขณะที่อ่านอยากให้ชี้ตัวหนังสือตามไปด้วย การชี้นิ้วของเราจะเป็นนิ้ววิเศษที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้เร็ว

 

2. เทคนิคการเล่านิทานโดยใช้ภาพประกอบ

ถ้ามีอุปกรณ์น้อย อาจมีแค่รูปภาพหรือตุ๊กตาก็สามารถนำมาเล่าประกอบเรื่องราวได้ อย่างเช่น เรื่องกระต่ายกับเต่า เราหารูปกระต่าย รูปเต่า หรือจะวาดขึ้นมาเอง หรือถ้ามีตุ๊กตาก็เล่าโดยให้มีการขยับท่าทาง เพื่อทำให้ตัวละครดูมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นได้

 

ในประเทศญี่ปุ่นมีนิทานประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “คามิชิไบ” ซึ่งมีแต่รูปภาพ ทำรูปภาพหมือนเป็นโรงละครเล็ก ๆ และให้คนเล่านิทานตามรูป แต่คามิชิไบก็จะมีเทคนิคการเล่น เช่น การเลื่อนภาพจากซ้ายไปขวา เลื่อนจากขวาไปซ้าย เลื่อนจากบนลงล่างเลื่อนจากล่างขึ้นบน สำหรับคำถามว่าแล้วเราจะรู้เทคนิคนั้นได้อย่างไรว่าจะเล่านิทานอย่างไร มีข้อแนะนำอย่างเดียวคือ ใช้บ่อย ๆ ทำบ่อย ๆ และจะเห็นเองว่า เทคนิคในการเล่านิทานแต่ละรูปแบบนั้นเป็นอย่างไร

 

3. เทคนิคการเล่านิทานประกอบท่าทาง

การใช้ท่าทางก็คือการเล่นบทบาทสมมติที่คุณครูคุ้นเคย คำว่า “บทบาทสมมติ” จึงไม่จำเป็นต้องมีจริง ๆ เช่น นี่คือแก้วน้ำ เรากำลังกินน้ำด้วยหลอด แต่เวลาสมมติขอให้นึกถึงว่ามันต้องเป็นจริง ซึ่งมือ สีหน้า ท่าทาง ร่างกายของเราใช้เล่านิทานได้หมด มีรูปแบบที่หลากหลาย และไม่จำกัดรูปแบบอีกด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะคิดได้มากได้น้อย หรือคิดได้สร้างสรรค์แค่ไหน ซึ่งการเล่นสมมติเป็นเรื่องที่น่าสนุกมากสำหรับเด็ก

กล้ามเนื้อมัดเล็กสำคัญมากในการเล่นบทบาทสมมติ เพราะต้องใช้มือเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเด็กได้ใช้นิ้วมาก เคลื่อนไหวมาก กล้ามเนื้อมัดเล็กก็ได้พัฒนาและแข็งแรง เขาก็จะคัดเขียนได้อย่างมั่นใจ กล้ามเนื้อมัดใหญ่คือแขนขา เดี๋ยวนี้มีการเล่านิทานโดยการใช้รูปแบบโยคะมาประกอบ เพราะมีหลายท่า เช่น ท่างู ท่ากบ ท่าต้นไม้ ท่าจระเข้ เวลาที่เล่านิทาน เด็ก ๆ ก็ได้ใช้ร่างกายเคลื่อนไหวประกอบนิทาน ฝึกโยคะเบื้องต้นไปด้วย

ท่าทางหนึ่งที่คนเล่นกับเด็กบ่อยมากคือ ปิดตาจ๊ะเอ๋ “จ๊ะเอ๋” เป็นการใช้ท่าทางที่เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตโดยไม่รู้ตัว หรือการร้องเพลง จับปูดำขยำปูนา ที่มักใช้ท่าประกอบเข้ามาด้วย ฉะนั้นทั้งนิทาน ทั้งเพลง ล้วนมีท่าทางแทรกอยู่แล้ว เราจะทำให้สนุกขึ้นได้อย่างไร ทำให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมกับการเล่นได้อย่างไร


 

4. เทคนิคการเล่านิทานโดยใช้ศิลปะประกอบ

ศิลปะที่เป็นเทคนิคง่าย ๆ อย่างเช่น วาดรูปหรือพับกระดาษ สามารถใช้ประกอบการเล่านิทานให้สนุกได้ จะเป็น "เล่าไป วาดไป" หรือ "เล่าไป พับไป" นั้นขึ้นอยู่กับความถนัดของคุณครู แนะนำว่าเวลาที่ทำ 2 กิจกรรมนี้ เด็กไม่ได้ทำด้วย คุณครูและคุณพ่อคุณแม่เป็นคนทำ เด็กเป็นคนดู เพราะฉะนั้นเราจะไม่ทำไปแล้วให้เด็กทำพร้อมกับเรา ถ้าคุณครูอยากสอนพับค่อยสอนทีหลัง เวลาที่จะพับกระดาษอย่าง "เล่าไป พับไป" อาจไม่ต้องหาวัสดุไกลตัว ใช้กระดาษ A4 ได้ แค่ให้พับให้เกิดรอยไว้ก่อน เพื่อจะได้ง่ายต่อการเล่าไปพับไป

เทคนิคง่าย ๆ แนะนำสำหรับคุณครูที่พับอะไรไม่เป็นเลยนอกจากพับนกเป็นหนึ่งอย่าง หรือพับเรือเป็นหนึ่งอย่าง ก็สามารถทำเรื่องนั้นให้เป็นการเล่าไปพับไปได้ เช่น กระดาษหนึ่งแผ่น ถ้าไม่ใช่กระดาษเป็นอะไรได้บ้าง ลองดูซิ...พับสี่เหลี่ยมเป็นกล่อง เป็นผ้าเช็ดหน้าก็ได้ เป็นอะไรได้อีก พอกลายมาเป็นสามเหลี่ยม สามเหลี่ยมเป็นอะไรได้บ้าง เช่น ลองเป็นของกิน ของกินเป็นอะไรได้บ้าง...แซนด์วิช พาย แตงโม สับปะรด ขนมเทียน บ๊ะจ่าง พิซซ่า มีความหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่ "เล่าไป พับไป" คือ การมองรูปร่าง รูปทรงต่าง ๆ ให้เป็นรูปอะไร แล้วค่อย ๆ เล่าเรื่องราวนั้นไปตามจินตนาการ

 

5. เทคนิคการเล่านิทานโดยใช้สื่ออื่นใกล้ตัว

ทุกอย่างรอบตัวสามารถใช้เล่านิทานได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเชือก ริบบิ้น ขวดน้ำ กะลา ก้อนหิน หรือว่าพืชผักสวนครัว ก็สามารถเล่าเป็นนิทานได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะคิดแล้วเล่าออกมาให้สนุกอย่างไร อย่างเช่น ถ้าโรงเรียนปลูกฟักทองหรือปลูกแตงโม อาจเล่าเรื่องเมล็ดวิเศษกับเด็ก ๆ ว่า ดูสิ...จากเมล็ดเล็ก ๆ มันกลายเป็นแตงลูกโตหรือผลฟักทองได้อย่างไร ค่อย ๆสร้างสรรค์ เราสามารถเล่าทุกวัน ค่อย ๆ สังเกตพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของพืชก็ได้ด้วย คือนิทานไม่จำเป็นต้องเล่าวันเดียวจบ ติดตามดูไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างสร้างสรรค์ได้ด้วยความคิดของคุณครู

 

เมื่อได้รับนิทานเพื่อนรักในแต่ละเดือนมาแล้ว อยากให้คุณครูเริ่มต้นด้วยการอ่านนิทานก่อน อ่านตามที่ผู้เขียนเขียนไว้เลย อ่านเสร็จแล้วเล่า เล่าเสร็จแล้วคุณครูลองดูว่าเทคนิคเหล่านี้ คุณครูอยากพัฒนาขึ้นมาเป็นแบบไหน ก็ใช้เทคนิคนั้นมาพัฒนานิทานในแต่ละเรื่องตามที่อยากใช้ นิทานของคุณครูก็จะสนุกและมีความหลากหลายมากขึ้น นิทานหนึ่งเรื่องคุณครูก็จะใช้กับเด็ก ๆ ได้หลายเทคนิค ไม่ว่าจะอ่านร่วมกันหรือเล่ากับเด็ก ๆ ให้สนุกในรูปแบบที่คุณครูเลือกนำไปใช้

 

 1028
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์